สิงคโปร์เป็นแหล่งรวมอาหารอร่อยในฝันของผู้มาเยือน เรามีร้านอาหารริมทางหลากหลายให้เลือกชิม, ภัตตาคารระดับดาวมิชลิน และอาหาร Mod-Sin หรืออาหารสิงคโปร์สมัยใหม่ ที่ผสานรวมรสชาติต้นตำรับเข้ากับส่วนผสมที่สดใหม่ พร้อมเทคนิคการทำอาหารแปลกใหม่ที่ชวนให้ลิ้มลอง

อาหารอร่อยๆ นอกจากจะช่วยคลายหิวแล้ว ยังเป็นโอกาสในการเฉลิมฉลองและสร้างแรงบันดาลใจให้กับประสาทสัมผัสของเราด้วย ดังนั้นลองคลายเข็มขัดออกสักนิดและเตรียมผจญภัยไปกับโลกแห่งอาหาร เรามาค้นหากันว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้สิงคโปร์ขึ้นชื่อว่าเป็นแดนสวรรค์ทางอาหาร

วันที่ 1
Lau Pa Sat

ใช้เวลาวันแรกในย่าน Civic District (ซีวิค ดิสทริคท์) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองสิงคโปร์ อาคารสไตล์โคโลเนียลและตึกสูงระฟ้าที่ทันสมัยตั้งอยู่เคียงข้างสถานที่เก่าแก่ของชุมชนที่ยังเปี่ยมเส่นห์ เช่นเดียวกับรสชาติเก่าและใหม่ที่ผสมผสานเข้าด้วยกัน

มื้อกลางวันวันนี้ ลองแวะไปที่ Lau Pa Sat (ศูนย์อาหารนานาชาติเลาพ๊าซาด) อาคารสถานที่ที่โดดเด่นแห่งนี้ (ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นตลาดปลาที่ตั้งอยู่ติดผืนน้ำ) มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ตั้งแต่ยุควิคตอเรีย และได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นอนุสาวรีย์แห่งชาติในปี 1973 ที่นี่เต็มไปด้วยอาหารรสชาติต้นตำรับและรสชาติแปลกใหม่ เพราะมีทั้งแผงขายอาหารดั้งเดิมและแผงขายอาหารใหม่ๆ ที่ขึ้นชื่อ

ลองชิมอาหารสุดโปรดของคนท้องถิ่น เช่น ไชเท้าก้วย (ขนมผักกาดที่ใส่ไข่และใส่น้ำพริกเผาด้วย) จากร้าน Seng Kee Local Delights หรือชิมหมูสะเต๊ะจากร้าน Satay Street

ก่อนจะออกจากที่นี่ อย่าลืมแวะไปที่ Food Folks ศูนย์อาหารล่าสุดใน Lau Pa Sat ที่เพิ่งเปิดให้บริการในปี 2020 ซึ่งมีทั้งร้านอาหารท้องถิ่นและแบรนด์ร้านอาหารชื่อดัง เราแนะนำให้คุณลองชิมขนมอร่อยๆที่ร้าน Ji Xiang Ang Ku Kueh

ใช้เวลาช่วงบ่ายไปกับการสำรวจมรดกทางวัฒนธรรมของสิงคโปร์ที่ National Museum of Singapore (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์) หรือเดินเล่นชม Fort Canning's Spice Garden (สวนเครื่องเทศฟอร์ท แคนนิ่ง) เพื่อสัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้าและสมุนไพรที่มีคุณค่าซึ่งมักใช้ในอาหารของคนเอเชีย

มผัสกับรสชาติต้นตำรับที่ปรับแต่งให้ร่วมสมัยในเมนูอาหารค่ำที่ร้าน ร้านอาหารนี้ตั้งอยู่ใน Warehouse Hotel ที่สวยงาม และเสิร์ฟอาหารท้องถิ่นคลาสสิกและอาหารเอเชียที่นำมาสร้างสรรค์ใหม่ อย่าลืมลองชิมปอเปี๊ยะสูตรใหม่ของทางร้าน (ปอเปี๊ยะไส้ผักและไส้อื่นๆ) ที่มาพร้อมกับอาหารข้างเคียง เช่น หอยเป๋าฮื้อ และเนื้อปู

สิ้นสุดวันแรกในสิงคโปร์ด้วยการไปเยือน Mama Diam บาร์เครื่องดื่มที่ซ่อนตัวอย่างมิดชิดแห่งนี้ชวนให้นึกถึงร้านขายของชำสไตล์เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในชุมชนของเรา ของตกแต่งในร้านเป็นข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ชวนให้นึกถึงวันเก่าๆ

เครื่องดื่มในร้านนี้ก็ชวนให้นึกถึงอดีตอันหอมหวาน เช่น ส่วนผสมหลายอย่างที่ชวนให้นึกถึงรสชาติสุดโปรดที่เป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่นและเครื่องดื่มสูตรโบราณ เช่น โกปี๊ (กาแฟดำ) และบันดุง (นมเย็น หรือนมข้นชงใส่น้ำเชื่อมดอกกุหลาบ) อย่าพลาดเครื่องดื่มแนะนำของทางร้าน นั่นคือ Shooters ที่ได้แรงบันดาลใจจากท้องถิ่นและรสชาติหอมหวานในอดีต เช่น ไมโล และบ๊วยดอง


วันที่ 2

สิงคโปร์ในฐานะที่เป็นมหานครอันทันสมัยและเคยเป็นเมืองท่าเก่าในยุคอาณานิคม จึงเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมทางอาหารจากทั่วโลก ใช้เวลาวันที่สองไปกับการสำรวจแหล่งรวมวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลายที่Chinatown (ไชน่าทาวน์)

สำหรับมื้อกลางวัน ขอแนะนำให้คุณไปที่ร้าน Cloudstreet ที่ได้ดาวมิชลิน ร้านนี้อยู่ภายใต้การดูแลของหัวหน้าเชฟ Mark Tai ซึ่งเป็นเชฟสิงคโปร์คนแรกที่คว้ารางวัล Young Chef Award ของ MICHELIN GUIDE Singapore ในปี 2021 ทางร้านมีเมนูอาหารประจำที่นำเสนอรสชาติผสมผสานแบบตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

โดยมีตั้งแต่แกงกะหรี่ศรีลังกาที่ใส่กุ้งเครฟิชตัวโตจากเวสเทิร์นออสเตรเลีย ไปจนถึงหอยนางรมย่างที่เติมแต่งด้วยใบพลูและมะนาว อาหารทุกจานจึงชวนให้น้ำลายสอ

"แน่นอนว่า อันดับแรกผมต้องแนะนำร้านอาหารหลักในเครือของเรา เช่น Cloud Street, Kotuwa สำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารศรีลังกา และบาร์ไวน์ Fool” เชฟ Mark Tai กล่าวด้วยเสียงหัวเราะ "แต่ผมก็ขอแนะนำร้าน Da Dong Prawn Noodles และ Meta ด้วยครับ ผมเคยทานก๋วยเตี๋ยวของร้านแรกมาตั้งแต่ยังเด็ก น้ำซุปหอมหวานมาก ขณะที่ร้านหลังก็เป็นร้านอาหารระดับท็อปในสิงคโปร์เลยทีเดียว”

ใช้เวลาช่วงบ่ายของคุณเพลิดเพลินไปกับการช้อปปิ้งและเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ในย่าน Chinatown (ไชน่าทาวน์) ที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยแสนคึกคัก คุณจะพบกับมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ตั้งแต่สถาปัตยกรรมสวยๆ ที่ Sri Mariamman Temple (วัดศรีมาริอัมมันต์) ไปจนถึงขนมหวานอร่อยๆ ที่ร้าน Tong Heng Traditional Cantonese Pastries ร้านหลังนี้ขายขนมอบสูตรดั้งเดิม เช่น ทาร์ตไข่ และขนมปังไส้ถั่วแดง และตอนนี้ยังนำเสนอขนมสูตรใหม่ๆ ที่ร่วมสมัย เช่น ขนมอบสูตรวีแกน หรือที่ไม่มีส่วนผสมของนม อีกด้วย หากคุณต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมอาหารดั้งเดิมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เชิญงชื่อเข้าร่วมในกิจกรรมการชงชาได้ที่ร้าน Tea Chapter (ที แชปเตอร์)

สำหรับมื้อเย็น เชิญแวะไปที่ร้าน Avenue 87 ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของเชฟชาวสิงคโปร์ Glen Tay และ Alex Phan ทั้งคู่ที่เป็นผู้ก่อตั้งร้านนี้ได้นำประสบการณ์การท่องเที่ยวต่างประเทศและสปิริตของการทำงานร่วมกันมาร่วมสร้างสรรค์อาหารอร่อยๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจมากมาย ลองชิมอาหารที่พวกเขาสร้างสรรค์สุดฝีมือ อย่างเช่น ซี่โครงเนื้อกับหมูแดง ที่เสิร์ฟมากับต้นหอม และปูนิ่มที่เสิร์ฟพร้อมชีสอินเดียและพริกไทยดำ

หากคุณอยากจิบเครื่องดื่มเย็นๆ (มีแอลกอฮอล์) ขอแนะนำให้แวะไปที่ Taylor Adam บาร์แห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังร้านตัดเสื้อ และเป็นบาร์ที่ตกแต่งอย่างสวยมีเสน่ห์โดยเสิร์ฟทั้งเครื่องดื่มซิกเนเจอร์และเครื่องดื่มค็อกเทลที่ช่วยให้เติมความสดชื่น ลองจิบ Sentosa Spritz ที่ชงจากเหล้าจิน Roku Gin น้ำมะพร้าวและสปาร์คลิ่งไวน์ หรือสั่งเครื่องดื่มสูตรที่คุณต้องการได้ตามใจชอบ

หรือใช้เวลาช่วงหัวค่ำของคุณในการเที่ยวสำรวจย่าน Little India (ลิตเติ้ลอินเดีย) ที่จะกระตุ้นทุกประสาทสัมผัสของคุณ Vijay Mudaliar บาร์เทนเดอร์ชาวสิงคโปร์ที่มีชื่อเสียงและเป็นเจ้าของบาร์ NATIVE ที่ได้รับรางวัล กล่าวว่า “ผมชอบพาเพื่อนๆ มาเที่ยวย่านนี้” เขาอธิบายต่อว่า “ที่นี่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ลองทานอาหารค่ำที่ร้าน Komala Villas ซึ่งเป็นร้านอาหารเอเชียใต้เก่าแก่โดยก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1947"

ปิดท้ายคืนนี้ด้วยเครื่องดื่มดีๆ ที่ The Elephant Room บาร์ที่ทันสมัยแห่งนี้ชวนให้นึกถึงเสน่ห์อันน่าพิศวงของย่านมรดกแห่งนี้ที่ยืนยงมาอย่างยาวนาน พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มค็อกเทลที่ตั้งชื่อตามชื่อถนนและสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ลองชิมค็อกเทล Buffalo Road (ถนนบัฟฟาโล่) ที่ปรุงจากฝรั่งชมพูสกัดและน้ำมะนาว หรือลอง Race Course Plantation ที่ชงจากเหล้ารัมอินเดีย เกลือหิมาลายัน และน้ำอ้อยหอมหวาน

Cloudstreet
Tong Heng Traditional Cantonese Pastries

วันที่ 3
Chin Mee Chin

สำรวจร้านอาหารต้นตำรับและรสชาติดั้งเดิมในย่าน Joo Chiat/Katong (จูเชียต/กาตง) โดยเริ่มต้นด้วยอาหารเช้าที่ร้าน Chin Mee Chin ร้านนี้ซึ่งเป็นร้านโปรดของคนทางฝั่งตะวันออกของสิงคโปร์ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1925 และเสิร์ฟขนมปังหอมๆ และอาหารเช้าอร่อยๆ ให้คนสิงคโปร์ในย่านนี้มายาวนาน

เมนูอาหารของทางร้านมีทั้งสูตรเก่าแก่ต้นตำรับและของหวานสูตรใหม่ๆ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ คุณต้องไม่พลาดชิมอาหารเช้าต้นตำรับอย่าง ขนมปังปิ้งคายา (ขนมปังปิ้งไส้สังขยา) ที่เสิร์ฟคู่กับไข่ลวกและโกปี๊ แต่อย่าลืมเก็บท้องไว้สำหรับของหวานอร่อยๆ เช่น ครีมฮอร์นและทาร์ตช็อกโกแลต ด้วย

สำหรับมื้อกลางวัน ลองชิมอาหารท้องถิ่นสุดคลาสสิกที่ร้าน Katong Mei Wei Boneless Chicken Rice ซึ่งตั้งอยู่ชั้นพื้นดินของห้างสรรพสินค้า Katong Shopping Centre (กาตง ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์) ข้าวมันไก่ เป็นหนึ่งในอาหารจานโปรดในสิงคโปร์ และร้านนี้ก็ขึ้นชื่อเรื่องเนื้อไก่นุ่มและข้าวหอมมันกำลังดี

ใช้เวลาช่วงที่เหลือของวันเที่ยวชมวัฒนธรรมเปอรานากัน* ที่ Rumah Bebe ซึ่งเป็นตึกแถวสีพาสเทลตั้งอยู่บนถนน Koon Seng Road (คูนเส็ง) และเลือกซื้อบ๊ะจ่าง “นอนย่า” แสนอร่อยที่ร้าน Kim Choo Kueh Chang นอกจากจะมีขนมอร่อยสูตรต้นตำรับแล้ว ร้านนี้ยังขายอาหารอร่อยๆ อื่นๆ เช่น ไข่เค็มและกุ้งผัดซอสพริก ไปจนถึงน้ำซอส XO Dumplings ขึ้นชื่อ

สำหรับอาหารค่ำ ขอแนะนำให้ลองชิมอาหารสิงคโปร์ที่ปรุงขึ้นอย่างประณีตที่ร้าน Rempapa ร้านนี้อยู่ภายใต้การดูแลของเชฟสิงคโปร์ชื่อดัง Damian D'Silva และเสิร์ฟอาหารต้นตำรับของสิงคโปร์ในสไตล์บุฟเฟ่ต์ ซึ่งมีตั้งแต่นาซิเลอมัก (ข้าวมันที่หุงด้วยกะทิใส่ใบเตย และรับประทานคู่กับกับข้าวหลากหลายชนิด) ไปจนถึงแกงกะหรี่ไก่รสเผ็ดร้อน

*คำในภาษาอินโดนีเซีย/มาเลย์ที่แปลว่า "เกิดในท้องถิ่น" ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว หมายถึงชาวจีนเชื้อสายมลายู/อินโดนีเซีย